มนุษย์เงินเดือนมีวิธีลดภาษีอะไรบ้าง

 





มนุษย์เงินเดือนมีวิธีลดภาษีอะไรบ้าง? วางแผนอย่างไรให้เสียภาษีน้อยลงอย่างถูกต้อง

Keyword หลัก: มนุษย์เงินเดือนลดภาษี
Keyword รอง: ลดภาษีมนุษย์เงินเดือน, วิธีลดภาษี, ลดหย่อนภาษี, วางแผนภาษี, ภาษีเงินเดือน, ค่าลดหย่อนภาษี

หมายเหตุสำหรับบทความ: ตัวเลขสิทธิลดหย่อนควรตรวจสอบตามปีภาษีที่นำไปใช้จริง เพราะมาตรการภาษีบางรายการมีการเปลี่ยนแปลงได้


เงินเดือนเท่าเดิม แต่ทำไมบางคนเสียภาษีน้อยกว่า?

มนุษย์เงินเดือนหลายคนคิดว่า

“เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่านี้”

แต่ความจริงแล้ว ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้คำนวณจากเงินเดือนทั้งจำนวนโดยตรง เพราะต้องนำรายได้มาคำนวณ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่มีสิทธิก่อน แล้วจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษี

ดังนั้น การวางแผนภาษีจึงไม่ใช่การหาวิธี “ไม่เสียภาษี” แต่คือการใช้ สิทธิทางภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนและเหมาะสมกับตัวเรา


1. ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัว

สิ่งแรกที่มนุษย์เงินเดือนควรตรวจสอบคือ ค่าลดหย่อนส่วนตัวและสิทธิพื้นฐานต่าง ๆ

เพราะเป็นสิทธิที่ผู้มีเงินได้สามารถนำมาใช้ในการคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียภาษีมากกว่าที่ควรเพียงเพราะไม่ได้ตรวจสอบสิทธิของตัวเอง


2. เงินประกันสังคมก็มีสิทธิทางภาษี

มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากมีการหักเงินสมทบประกันสังคมจากเงินเดือนทุกเดือน

เงินสมทบประกันสังคมสามารถนำมาใช้เป็นสิทธิในการคำนวณภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรมสรรพากรมีการระบุวงเงินตามมาตราที่เกี่ยวข้องไว้ในตารางค่าลดหย่อนของแต่ละปีภาษี 

ดังนั้นตอนยื่นภาษี ควรตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารเงินเดือนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน


3. ประกันชีวิตช่วยวางแผนภาษีได้

อีกหนึ่งเครื่องมือที่มนุษย์เงินเดือนให้ความสนใจคือ ประกันชีวิต

โดยเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยกรมธรรม์ต้องเข้าเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น เรื่องระยะเวลาของกรมธรรม์และบริษัทผู้รับประกันภัย 

ปัจจุบันกรมสรรพากรระบุว่าเบี้ยประกันชีวิตสามารถใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงภายใต้หลักเกณฑ์และวงเงินที่กำหนด โดยรวมสูงสุด 100,000 บาท สำหรับสิทธิส่วนของประกันชีวิตตามเกณฑ์ทั่วไป 

แต่สิ่งสำคัญคือ

อย่าซื้อประกันเพียงเพราะต้องการลดภาษี

ควรเลือกความคุ้มครองที่เหมาะกับรายได้ ภาระครอบครัว และเป้าหมายทางการเงินด้วย


4. ประกันสุขภาพก็เป็นอีกสิทธิที่ควรรู้

นอกจากประกันชีวิตแล้ว ยังมีสิทธิทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับ เบี้ยประกันสุขภาพ ตามเงื่อนไขและวงเงินที่กรมสรรพากรกำหนด

สำหรับคนทำงาน การมีประกันสุขภาพไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะเรื่องภาษี แต่ยังช่วยบริหารความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

จึงควรมองว่า

“ลดภาษี” เป็นผลประโยชน์ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เหตุผลเดียวในการซื้อประกัน


5. RMF สำหรับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณ

มนุษย์เงินเดือนที่ต้องการวางแผนเกษียณสามารถศึกษาการลงทุนใน RMF ซึ่งเป็นกองทุนที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

สำหรับข้อมูลปีภาษี 2568 กรมสรรพากรระบุว่า RMF ใช้สิทธิได้ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และมีข้อจำกัดเมื่อรวมกับเงินสะสมหรือเงินลงทุนเพื่อการเกษียณบางประเภท 

ดังนั้น ก่อนลงทุนควรดูทั้ง

  • ความเสี่ยง
  • ระยะเวลาการลงทุน
  • เป้าหมายเกษียณ
  • เงื่อนไขการใช้สิทธิภาษี

ไม่ควรซื้อเพียงเพราะเห็นว่า “ลดภาษีได้”


6. Thai ESG เป็นอีกทางเลือกที่ควรศึกษา

อีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้มีเงินได้ควรติดตามคือ Thai ESG

ข้อมูลของกรมสรรพากรสำหรับปีภาษี 2568 ระบุว่า Thai ESG มีสิทธิทางภาษีตามเงื่อนไขของมาตรการ โดยช่วงเวลาที่กำหนดในข้อมูลดังกล่าวคือ 1 มกราคม 2567 – 31 ธันวาคม 2569 และวงเงินอยู่ที่ 30% ของเงินได้ สูงสุด 300,000 บาท 

อย่างไรก็ตาม มาตรการลักษณะนี้มีเงื่อนไขและระยะเวลาที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบข้อมูลของปีภาษีที่จะใช้สิทธิอีกครั้ง


7. ถ้ามีลูก อย่าลืมตรวจสอบสิทธิลดหย่อนบุตร

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีครอบครัว ควรตรวจสอบสิทธิที่เกี่ยวข้องกับ บุตร คู่สมรส และบุคคลในครอบครัว ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

หลายครอบครัวมีสิทธิ แต่ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดให้ครบ ทำให้พลาดประโยชน์ทางภาษีที่ตัวเองมีสิทธิได้รับ


8. ดูแลพ่อแม่ก็อาจมีสิทธิทางภาษี

คนวัยทำงานที่ดูแลพ่อแม่ควรตรวจสอบสิทธิ ลดหย่อนอุปการะบิดามารดา ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า

การวางแผนภาษีควรเริ่มจากการสำรวจชีวิตจริงของเรา

ไม่ใช่เริ่มจากคำถามว่า “ซื้ออะไรถึงจะลดภาษีได้?”


9. อย่าลืมเงินบริจาคและสิทธิอื่น ๆ

เงินบริจาคบางประเภทสามารถนำมาใช้สิทธิทางภาษีได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้นก่อนยื่นภาษีควรรวบรวมเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ให้ครบ และตรวจสอบว่าสิ่งใดสามารถใช้สิทธิได้จริง


10. วิธีคิดที่ดีที่สุดคือ “ลดภาษี + สร้างอนาคต”

การวางแผนภาษีที่ดีไม่ควรจบลงด้วยการทำให้ภาษีลดลงเพียงอย่างเดียว

แต่ควรทำให้เงินที่เราจ่ายออกไป สร้างประโยชน์กลับมาให้เราในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น

ประกันชีวิต → ได้ความคุ้มครองครอบครัว + ใช้สิทธิภาษีตามเกณฑ์

RMF → วางแผนเกษียณ + ใช้สิทธิภาษีตามเกณฑ์

Thai ESG → ลงทุนตามนโยบายของกองทุน + ใช้สิทธิภาษีตามมาตรการ

แนวคิดสำคัญคือ

อย่าลดภาษีด้วยการสร้างค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ควรใช้เงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตัวเองไปพร้อมกัน


ตัวอย่างง่าย ๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือน

สมมติว่า คุณเอ มีรายได้จากเงินเดือนตลอดปี และต้องเสียภาษี

แทนที่จะรอจนถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้วค่อยหาวิธีลดภาษี คุณเอสามารถวางแผนตั้งแต่ต้นปีว่า

  1. มีประกันชีวิตที่เหมาะสมหรือไม่
  2. มีประกันสุขภาพเพียงพอหรือไม่
  3. มีเงินลงทุนเพื่อเกษียณหรือยัง
  4. มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือไม่
  5. มีสิทธิลดหย่อนจากครอบครัวอะไรบ้าง
  6. มีสิทธิทางภาษีอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้หรือไม่

เมื่อวางแผนตั้งแต่ต้นปี จะทำให้มีเวลาตัดสินใจมากกว่า และไม่ต้องรีบซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงเพราะใกล้ถึงกำหนดยื่นภาษี


สิ่งที่ไม่ควรทำเพียงเพื่อลดภาษี

❌ ซื้อประกันที่ไม่จำเป็นเพียงเพื่อลดภาษี
❌ ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจเพียงเพราะมีสิทธิทางภาษี
❌ ก่อหนี้เพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาลดภาษี
❌ ใช้สิทธิที่ตัวเองไม่มีสิทธิ
❌ ไม่มีเอกสารหลักฐานในการใช้สิทธิ
❌ รอจนถึงสิ้นปีแล้วค่อยเริ่มวางแผน

เพราะ ภาษีที่ลดลง ไม่ได้แปลว่าเรามีเงินมากขึ้นเสมอไป

หากต้องจ่ายเงิน 100,000 บาทเพื่อประหยัดภาษี 10,000 บาท แต่สิ่งที่ซื้อไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตเรา ก็อาจไม่ใช่การวางแผนที่ดี


สรุป

มนุษย์เงินเดือนสามารถวางแผนลดภาษีได้หลายวิธี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ใช้สิทธิที่ตัวเองมีอย่างถูกต้อง

ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว
  • ประกันสังคม
  • ประกันชีวิต
  • ประกันสุขภาพ
  • RMF
  • Thai ESG
  • ค่าลดหย่อนครอบครัว
  • เงินบริจาค
  • สิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมาย

ควรมองภาพรวมว่า สิ่งไหนเหมาะกับชีวิตและเป้าหมายทางการเงินของเรา

เพราะการวางแผนภาษีที่ดี ไม่ใช่การพยายามทำให้ภาษีเป็นศูนย์

แต่คือการ ใช้สิทธิทางภาษีอย่างถูกต้อง พร้อมกับนำเงินไปสร้างความคุ้มครอง เงินออม และความมั่นคงในอนาคต


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม