วิธีแบ่งเงินเดือนให้มีเงินเก็บทุกเดือน แม้รายได้ไม่มาก

 





วิธีแบ่งเงินเดือนให้มีเงินเก็บทุกเดือน แม้รายได้ไม่มาก

หลายคนตั้งใจว่าจะเก็บเงินทุกเดือน แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับพบว่า เงินเหลือไม่พอที่จะเก็บ

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้น้อย แต่อาจอยู่ที่เรายังไม่ได้กำหนด “หน้าที่ของเงิน” ตั้งแต่วันที่ได้รับเงินเดือน

การแบ่งเงินอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เรารู้ว่าเงินส่วนไหนใช้จ่าย เงินส่วนไหนเก็บ และเงินส่วนไหนเตรียมไว้สำหรับอนาคต

1. แบ่งเงินทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน

หลักง่าย ๆ คือ

อย่ารอให้เหลือแล้วค่อยออม แต่ให้ออมก่อนแล้วใช้เงินที่เหลือ

ตัวอย่าง หากมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท

อาจเริ่มต้นด้วยการแบ่งแบบง่าย ๆ ดังนี้

  • 🏦 เงินออมและเป้าหมายระยะยาว 20% = 6,000 บาท
  • 🏠 ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% = 15,000 บาท
  • 💳 หนี้สินและภาระผ่อน 20% = 6,000 บาท
  • 🍿 ความสุขและค่าใช้จ่ายส่วนตัว 10% = 3,000 บาท

สัดส่วนนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว สามารถปรับตามรายได้ ภาระครอบครัว และหนี้สินของแต่ละคนได้


2. แยกบัญชีเงินออมออกจากบัญชีใช้จ่าย

หากเก็บเงินไว้ในบัญชีเดียวกับเงินเดือน มีโอกาสสูงที่จะเผลอนำเงินเก็บออกมาใช้

ลองแยกอย่างน้อยเป็น 2 บัญชี

บัญชีที่ 1: บัญชีใช้จ่าย
สำหรับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายประจำวัน

บัญชีที่ 2: บัญชีเงินเก็บ
สำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน เป้าหมายในอนาคต หรือเงินลงทุน

เมื่อเงินเดือนเข้า ให้โอนเงินออมออกทันที วิธีนี้ช่วยลดโอกาสใช้เงินเกินกว่าที่ตั้งใจไว้


3. สร้างเงินสำรองฉุกเฉินก่อน

ก่อนคิดถึงการลงทุนระยะยาว ควรมีเงินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสียก่อน

เป้าหมายเบื้องต้นอาจอยู่ที่ประมาณ 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน

เช่น หากมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 20,000 บาท

เป้าหมายเงินสำรองอาจอยู่ที่ประมาณ

60,000–120,000 บาท

ไม่จำเป็นต้องเก็บให้ครบในครั้งเดียว เริ่มจากเดือนละ 2,000–5,000 บาท แล้วค่อย ๆ สะสมก็ได้


4. ใช้วิธี “ออมอัตโนมัติ”

วิธีนี้เหมาะกับคนที่รู้ตัวว่าได้เงินมาแล้วมักใช้จนหมด

ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติทันทีหลังเงินเดือนเข้า เช่น

เงินเดือนเข้า → โอนเงินออม → จ่ายค่าใช้จ่าย → ใช้เงินที่เหลือ

เมื่อทำเป็นประจำ เราจะเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตด้วยเงินจำนวนที่เหลือหลังจากออมแล้ว


5. จดรายจ่ายอย่างน้อย 30 วัน

ไม่จำเป็นต้องจดไปตลอดชีวิต แต่ลองทำเป็นเวลา 30 วัน

จดทุกอย่างที่จ่าย แม้แต่กาแฟ 60 บาท หรือค่าส่งอาหาร 50 บาท

เมื่อครบเดือนลองแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 กลุ่ม

จำเป็น — ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก
ลดได้ — ช้อปปิ้ง กินอาหารนอกบ้าน ความบันเทิง
ไม่จำเป็น — รายจ่ายที่แทบไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ชีวิต

จากนั้นนำเงินที่ลดได้มาเพิ่มเงินออม


6. ถ้ามีหนี้ดอกเบี้ยสูง ให้จัดการควบคู่กับการออม

บางคนพยายามเก็บเงินจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง

ในสถานการณ์แบบนี้ควรจัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสม เช่น มีเงินสำรองฉุกเฉินก้อนเริ่มต้นไว้ก่อน แล้วเร่งจัดการหนี้ดอกเบี้ยสูง

เพราะการลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในอนาคต ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างความแข็งแรงทางการเงิน


💡 เงินเดือนน้อยก็เริ่มเก็บได้

หากรายได้ยังไม่มาก ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วย 20%

ลองเริ่มจาก 5% หรือ 10% ก่อนก็ได้

ตัวอย่างเงินเดือน 20,000 บาท

ออม 10% = 2,000 บาทต่อเดือน

หนึ่งปีจะมีเงินออม 24,000 บาท โดยยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน

สิ่งสำคัญกว่าจำนวนเงินในช่วงเริ่มต้นคือ ความสม่ำเสมอ

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ค่อยเพิ่มสัดส่วนเงินออมตามไปด้วย


สรุป

การมีเงินเก็บทุกเดือนไม่ได้เริ่มจากการหาเงินให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการ จัดระบบเงินที่มีอยู่

จำง่าย ๆ:

เงินเดือนเข้า → ออมก่อน → จ่ายสิ่งจำเป็น → จัดการหนี้ → ใช้จ่ายส่วนตัว → วางแผนอนาคต

เริ่มวันนี้ด้วยเงินจำนวนที่ทำได้จริง แล้วทำให้สม่ำเสมอ

เพราะ เงินเก็บก้อนใหญ่ในอนาคต มักเริ่มต้นจากเงินก้อนเล็ก ๆ ที่เราไม่ใช้ในวันนี้



ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม